Resident Evil : Burning City Chapter 2

posted on 24 Sep 2009 12:46 by lecfiction
Chapter 2 : survive





แมร์รี่สลบไป เอียนได้แต่มองโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย เอียนพยายามคิดหาหนทางที่จะช่วยแมร์รี่ที่สลบอยู่ ผีดิบกลายพันธุ์จ้องไปที่แมร์รี่ และมันกำลังเดินไปเพื่อที่จะทานอาหารค่ำ เอียนกระหน่ำยิงไปที่ตัวของมัน แต่มันก็ไม่สะทกสะท้านอะไร อเล็กซ์ใช้ลูกซองกระหน่ำไปที่ตัวของมัน เขาพยายามยิงไปที่จุดๆเดียวเพื่อให้ลูกกระสุนเจาะทะลุเข้าไปในตัวของมันมั่ง เซลกระหน่ำยิงไปที่หัวของมัน ผีดิบซอมบี้ชะงักพร้อมกับร้องโอดครวญ


ทุกคนรู้แล้วว่าต้องทำยังไงกับผีดิบกลายพันธุ์ตนนี้ ทั้งสามกระหน่ำยิงต่อเนื่องไปที่หัวของมัน ห่ากระสุนปืนบรรจงพุ่งใส่หัวของผีดิบกลายพันธุ์ตนนี้อย่างต่อเนื่อง ภาพที่เห็นข้างหน้าคือสภาพแน่นิ่งของผีดิบกลายพันธุ์ตนนี้ มันล้มลง เซลเสนอให้ตัดหัวของมันเพื่อความชัวร์ เซลเป็นคนลงมือทำ เขาใช้มีดบรรจงตัวหัวของมัน มีบางอย่างเกิดขึ้น มันขยับตัวเมื่อมีดลงไปบนคอของมัน ทั้งสามตกใจมาก แต่สุดท้ายมันก็นอนแน่นิ่ง


เซลจัดการกับหัวของมันจนแยกออกจากกันแล้ว เอียนเดินไปหาแมร์รี่ทีสลบอยู่ เอียนพยายามปลุกแมร์รี่ให้ตื่นขึ้น เอียนปลุกแมร์รี่ได้สักพัก แมร์รี่ก็ตื่นจากการหลับใหล พร้อมกับตั้งคำถามว่า “นี่ฉันสลบไปนานแค่ไหน?” เอียนตอบทันควัน “สิบนาที” แมร์รี่ตอบต่อเนื่อง “นานพอดู”


ทั้งสี่เดินสำรวจในห้องสมุดแห่งนี้ เอียนพาทั้งสามเดินสำรวจห้องสมุดเพื่อหาผู้รอดชีวิตแต่ก็ไม่พบเจอ ทั้งสี่ตัดสินใจออกจากห้องสมุดเพื่อที่จะเดินทางไปต่อ ทั้งสี่ออกมาเอียนออกความเห็นว่าเราต้องใช้รถยนต์ในการเดินทาง อเล็กซ์อาสาหารถยนต์ เขาเหลือบไปเห็นรถยนต์คันหนึ่ง อเล็กซ์ เข้าไปที่รถยนต์คันนั้นพร้อมกับสำรวจด้วยสายตารอบๆรถว่ามีผีดิบอยู่หรือเปล่า เมื่อเขาแน่ใจแล้วจึงเข้าไปในตัวรถพร้อมกับต่อสายตรงรถยนต์เพื่อสตารท์รถ





ทั้งสี่เข้าไปในรถและออกเดินทาง รถคันนี้มีวิทยุสื่อสารอยู่ เอียนพยายามปรับคลื่นออกไปเพื่อให้คนที่อยู่ข้างนอกเมืองได้รับคลื่นนี้ ระหว่างทางที่นั่งรถนั้นเองมีฝูงผีดิบดักรออยู่ข้างหน้า อเล็กซ์เบรกรถกะทันหัน เอียนบอกให้แมร์รี่รออยู่ในรถ ทั้งสามคนออกมาจากรถแล้วตั้งท่ารอเตรียมพร้อมต่อสู้กับฝูงผีดิบ อเล็กซ์ตั้งท่าเตรียมยิง เซลชักปืนออกมา เอียนเตรียมปืนพร้อมรบ ฝูงผีดิบวิ่งกรูกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เอียนเปิดฉากกระสุนนัดแรกใส่ฝูงผีดิบ เซลเก็บปืนใส่กระเป๋าพร้อมกับหยิบมีดออกมา เขาวิ่งไปที่ฝูงผีดิบ เอียนตระโกนเตือนเซลให้ระวัง



เซลใช้มีดวิ่งไปตัดคอของผีดิบเขามีทักษะในการใช้มีดสูงมาก เซลตัดคอผีดิบได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ตัวเองไม่ถูกกัดเลย เอียนวิ่งไปหาฝูงผีดิบที่เหลืออีกประมาณสามสิบตนเขาพยายามยิงกระสุนให้โดนที่หัวมากที่สุดเพื่อเป็นการประหยัดกระสุน อเล็กซ์ยิงลูกซองใส่ผีดิบที่กำลังจะวิ่งมาหาตนผีดิบตนนั้นกระเด็นออกไป ทั้งสามคนนัวเนียไปกับการจัดการเหล่าผีดิบแต่หารู้ไม่ว่าข้างหลังนั้นมีผีดิบกลายพันธุ์ตัวหนึ่งซึ่งกำลังปีนกำแพงอยู่


ผีดิบกลายพันธุ์ตนนั้นมีลิ้นยาวไม่มีตา มีกรงเล็บที่ใหญ่ตัวสีแดงเห็นสมอง มันกระโจนลงมาทีรถทันที แมร์รี่ที่อยู่ข้างในนั้นกรีดร้องออกมา เอียนหันกลับไปจึงพบว่ามีผีดิบกลายพันธุ์หนึ่งตัวกำลังจะทำร้ายแมร์รี่อยู่ เอียนวิ่งไปเพื่อที่จะช่วยแมร์รี่ เอียนยิงปืนใส่ผีดิบกลายพันธุ์ แต่ด้วยความเร็วของมัน ทำให้ลูกกระสุนของเอียนไม่มีผล มันอาศัยจังหวะนี้ในการกระโจนเข้าหาเอียน เอียนล้มลง ผีดิบกลายพันธุ์ตัวนี้คล่อมที่ตัวของเอียนลิ้นอันยาวของมันเลียทั่วเอียน ผีดิบกลายพันธุ์อ้าปากเพื่อที่จะกินเอียน เอียนคว้ามีดจากข้างกางเกงแทงไปบริเวณคอของมัน


ผีดิบกลายพันธุ์ถอยออกไป เอียนพูด “ถ้าแกจะกินฉันมันเร็วไปร้อยปี ฉันคนนี้เคยล่าหมีเป็นๆมาแล้ว” เอียนพูดด้วยน้ำเสียงของผู้ชนะ เอียนเล็งปืนไปที่ผีดิบกลายพันธุ์ กระสุนปืนแล่นออกจากปากกระบอกอย่างรวดเร็ว กระสุนเจาะเข้าไปที่ใบหน้าของผีดิบกลายพันธุ์ตัวนั้น เมื่อเอียนหันกลับมาก็พบว่าฝูงผีดิบทั้งหลายถูกจัดการด้วยฝีมือของ เซล และ อเล็กซ์ ทั้งสามกลับเข้าไปในรถที่หลังคารถบุบลงมาเพราะผีดิบกลายพันธุ์

“นี่เราจะต้องเจอกับฝูงผีดิบกับผีดิบกลายพันธุ์อีกเท่าไหร่เนี่ย?” อเล็กซ์ ยิงคำถาม
“เราคงต้องเจอตลอดทริปนี้” เอียนช่วยคลายความสงสัย เอียนถามคำถามต่อ “เราเหลือกระสุนเท่าไหร่?” เอียนเช็คความพร้อม
“ฉันเหลือสามกล่อง”อเล็กซ์ตอบ
“ฉันเหลือสี่กล่อง” เซลตอบทันควัน
“ถ้างั้นเราจะไปที่ร้านขายปืนกัน อเล็กซ์ขับไปร้านขายปืน”
“เยส เซอร์” อเล็กซ์ รับคำสั่ง

รถของเอียนมุ่งหน้าขับตรงไปยังร้านขายปืนในบางครั้งระหว่างทางก็มีผีดิบเข้ามาโจมตีบ้างในบางครั้งแต่ก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ รถของเอียนมาถึงหน้าร้านขายปืน เอียนสังเกตดูโดยรอบ อเล็กซ์ตรงปี่เข้าไปในร้านอาวุธ เสียงปืนปริศนาพร้อมกับลูกกระสุนปืนลอยผ่านหน้าอเล็กซ์ไปเขาล้มลงพร้อมกับมองไปบนหลังคาของร้านขายอาวุธปืน เขาสังเกตเห็นชายคนหนึ่งอยู่บนหลังคา อเล็กซ์โกรธกับการกระทำที่เกือบถึงชีวิตของชายคนนั้น ชายคนนั้นตะโกนถาม

“นั่นคนหรือผีดิบ?” ชายปริศนาถามด้วยความสงสัย
“ถ้าไม่ใช่คนแล้วเราจะขับรถมาได้ยังไง?” อเล็กซ์โต้
“เราขอลูกกระสุนปืนหน่อยได้ไหม?” เอียนขอร้อง
“เรามีกระสุนจำกัด”ชายปริศนาปฏิเสธ
“เรามากันสี่คนเราขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหม?” เอียนขอร้อง
“พวกคุณมีใครโดนกันหรือเปล่า?” ชายปริศนาระวังตัว
“ไม่...ไม่...เราไม่มีใครโดนกัด”เอียนตอบความจริง
“เข้ามา จะมีคนเปิดประตูให้”ชายปริศนาอนุญาต


ทั้งสี่คนเข้าไปข้างในร้านโดยมีชายที่อยู่ข้างล่างเป็นคนเปิดให้ ทั้งสี่เข้าไปข้างใน ชายที่เปิดประตูให้เปิดทางเข้าลับขึ้นไปข้างบน ทางเข้าลับอยู่หลังตู้กระจกโชว์ปืน ทั้งสี่ขึ้นไปข้างบนจึงพบผู้รอดชีวิตอีกประมาณหกคนมีเด็กผู้ชายหนึ่งผู้หญิงสามชายสามคนข้างบนอีกหนึ่งและคนพาขึ้นมาข้างบนรวมเป็นแปดคน จำนวนไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับผู้รอดชีวิต เอียนมองดูด้วยความอาดูร เขารู้สึกเวทนากับสิ่งที่เป็นอยู่ เอียนคิดในใจหากเขารู้ตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้เขาจะไม่ปล่อยไว้

คนพาขึ้นมาข้างบนแนะนำตัว “ฉันชื่อ อาเมาว์โซ อโลโน ส่วนเด็กนี่ มิคกี้ ผู้หญิงคนนี้ คริสเทน อีกคน สกาเล็ท ชายคนนี้ชื่อ เปรโต นี่ ร็อบ และนี่ จอห์นส่วนคนข้างบนนั้น แฮกค์เกอร์ เซนด์”
“ฉัน ฮาร์เน็ท เอียน ”เอียนแนะนำตัวและชี้ไปที่คนในกลุ่มตน “นี่ อเล็กซ์ โกลด์ เซล เฮลเลอร์ อาร์วี่ แมร์รี่”
“เราต้องการกระสุนจำนวนหนึ่ง คุณพอจะให้เราได้ไหม?”เอียนขอร้อง
“เราคงให้คุณได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น เพราะเราจำเป็นต้องใช้มัน” อโลโน ตกลง
“ขอบคุณมาก ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมคุณไม่มาร่วมกับเราละ เรากำลังจะไปที่ตึกวิทยุการสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือ”
“ไม่ดีกว่า เราจำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อรอคนคนหนึ่ง แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วคนคนนั้นยังไม่มาเราก็จะออกจากที่นี่เหมือนกัน และหวังว่าเราคงจะได้เจอกันระหว่าทางโดยที่ยังไม่มีใครเป็นผีดิบนะ ” อโลโน พูดด้วยความหวังดี
“โอเค หวังว่าเราคงได้พบกันที่ไหนสักแห่ง” เอียนหวังลึกลึก

อโลโนไปหยิบกล่องกระสุนปืนมาให้ระหว่างที่รออโลโน เอียนสังเกตเห็นท่าทางแปลกแปลกของคนที่ชื่อว่า เปรโต อาการของเขาคับคล้ายคับคราเหมือนคนที่ติดเชื้อ เขาล้มตัวลงไป อาเจียนออกมาเป็นเลือก ตาเริ่มขาวโพลน และสุดท้ายร่างกายก็แน่นิ่งไป เอียนตะโกนบอกทุกคนทันที “หลบออกมาจากชายคนนั้น” เอียนทั้งท่ายิงทันที ชายคนนั้นขยับตัวขึ้นมา และแน่นอนเขาตื่นขึ้นมาในฐานะผีดิบ


“ไม่มีใครสำรวจตัวเขาเลยหรือไงว่าเขามีรอยกัด” เอียนถามคนในกลุ่ม

เอียนใช้ตู้ที่อยู่ข้างข้างผลักใส่ทางเดินไม่ให้มันข้ามมาจากนั้นเขาก็คว้าดาบญี่ปุ่นฟันคอของเปรโตที่กลายเป็นผีดิบ คอของเขาขาดออกจากร่างทันที

“เกิดอะไรขึ้น?!!” อโลโน วิ่งลงมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คนของคุณกลายเป็นผีดิบ” อเล็กซ์ ตอบคำถาม
“ผมขอโทษผมน่าจะสังเกตให้ดีดีตั้งแต่เขาเข้ามาทีนี่เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว” อโลโน พูดขอโทษพร้อมกับยื่นกล่องกระสุนจำนวนสิบกว่ากล่องพร้อมระเบิดอีกสามลูก “แค่นี้พอหรือเปล่า” อโลโซ ถามด้วยความเป็นห่วง
“มากไปด้วยซ้ำ”เอียนกล่าว “ถ้ามีอะไรคุณวิทยุมาที่เราได้เลย เราเปิดรับคลื่นอยู่ตลอดเวลา”
“แล้วผมจะวิทยุไป” อโลโนกล่าว
อโลโนลงไปส่งข้างล่าง พร้อมกับกล่าวว่า “เราคงได้พบกันอีกสักแห่ง” สิ้นเสียงกล่าวเขาได้ปิดประตูลงมา



ทั้งสี่ขึ้นรถไปเพื่อที่จะเดินทางไปที่ตึกวิทยุการสื่อสารและปลายทางข้างหน้าที่เขาจะไปคือกรมทหาร เอียนมั่นใจว่าที่นั่นต้องมีผู้รอดชีวิตอยู่แน่นอน เพราะที่ค่ายทหารมีกำลังพลและอาวุธมากพอที่จะใช้ต่อกรกับเหล่าผีดิบ

แมร์รี่พูดออกมา “ฉันหิวมีอะไรกินไหม?” แมร์รี่ยิงคำถามสุดโหดมาให้
“เรากำลังจะไปซูเปอร์มาร์เก็ท” เอียนตอบ
“ขอบคุณ”แมร์รี่ตอบทันควัน

เป้าหมายเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งสี่เดินทางไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ทเพื่อที่จะหาของกิน อเล็กซ์ค่อยๆขับรถไปเรื่อยเรื่อยโดยไม่เร่งรีบเหล่าผีดิบข้างทางต่างร้องโหยหวนเมื่อต้องการเนื้อดิบดิบสดสด ภาพพวกนี้เริ่มชินตาแล้วกับทั้งสี่คน เพราะเขาเจอเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย รถเบรกกะทันหัน อเล็กซ์พูด “มีรถขวางทางข้างหน้าเราเดินทางต่อไม่ได้ เราต้องเลื่อนรถออกไป”
 
 
 

ทั้งสามลงจากรถเพื่อเลือนรถออก เมื่อไปถึงรถที่จอดขวางนั่นเองฝั่งตรงข้ามของรถ เขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเมื่อมองผ่านไปฝั่งตรงข้ามเขาจึงพบคนกำลังต่อสู้กับฝูงซอมบี้ประมาณสิบกว่าตัวอยู่ เอียนไม่รอช้ารีบชักปืนออกมาเพื่อช่วยชายคนนั้น ลูกกระสุนลอยตัดหน้าของชายคนนั้นไปที่หัวของผีดิบตนหนึ่งที่กำลังเข้ามาใกล้ชายคนดังกล่าว เอียนสั่งให้อเล็กซ์ไปคุ้มกันแมร์รี่ก่อน เอียนบรรจงยิงกระสุนไปทีละนัดอย่างไม่เร่งรีบเพื่อความแม่นและประหยัดกระสุน เขาค่อยๆยิงผีดิบไปทีละตัว จนผีดิบทุกตัวลงไปนอนกับพื้น


ชายคนนั้นตรงเข้ามาขอบคุณเอียน เอียนกล่าว “คุณเป็นอะไรไหม?”
“ฉันไม่เป็นอะไร….ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” ชายคนนั้นกล่าวพร้อมกับแนะนำชื่อ “ผมชื่อ บรูซ แม็คเครดี้”
“ฉัน ฮาร์เน็ท เอียน....คุณจะช่วยเราเลื่อนรถออกไปฝั่งนู้นได้ไหม?” เอียนขอความร่วมมือ
“ผมว่าคุณคงคิดผิดฝั่งนี้มีแต่พวกผีดิบเต็มไปหมด คุณอย่าข้ามมาเลยดีกว่า” บรูซเตือนด้วยความหวังดี
“ผมจำเป็นต้องไปทางนี้เพื่อไปตึกวิทยุการสื่อสาร” เอียนอธิบาย
“งั้นผมขอเดินทางไปกับคุณด้วย” บรูซขอร้อง
“โอเค” เอียนตกลง


ทั้งสี่คนเลื่อนรถออกจากทางเพื่อที่จะเดินทางไปต่อโดยหารู้ไม่ว่ามีผีดิบกลายพันธุ์ตนหนึ่งซึ่งแอบตามมา ทั้งสี่เลือนรถที่ขวางออกและขึ้นรถเพื่อที่จะเดินทางต่อไป ทางข้างหน้าที่พวกเขาจะเจอคือความตายหรือทางรอด เอียนครุ่นคิดในใจและเขาหวังว่าทางเลือกทางนี้คือทางเลือกที่ตนเองคิดถูก




Next Chapter 3 : hopeless

 

edit @ 24 Sep 2009 18:58:23 by nalison

edit @ 26 Sep 2009 16:59:51 by nalison

edit @ 27 Sep 2009 11:42:11 by nalison

Resident Evil : Burning City Chapter 1

posted on 24 Sep 2009 12:44 by lecfiction

Resident Evil: Burning City

Chapter 1: Trespass







มันเกิดขึ้นเร็วมาก ประชากรในเมืองมินิก บ้าคลั่งโดยไม่รู้สาเหตุ บางคนเมื่อตายก็ฟื้นขึ้นมาไล่ทำร้ายผู้คน คนที่โดนมันกัดก็จะตาย หลังจากนั้นก็ฟื้นขึ้นมาเป็นพวกเดียวกับมัน ฉันหนีเข้ามาที่กองกำลังป้องกันพิเศษหรือที่เรียกว่า S.F ที่นี่มีผู้ที่รอดชีวิตจากในเมืองอยู่แค่ไม่กี่สิบ แต่ละคนอยู่ในอาการวิตกจริต ฉันเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่รอดจากเหตุการณ์นี้ ทางเดียวที่เราจะรอดได้ก็คือเราต้องไปที่ศูนย์ติดต่อสื่อสารเพื่อให้คนมารับเราออกไปจากเมืองนี้



เมืองนี้เป็นเมืองปิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่ร้ายแรงภายในเมืองเราก็จะปิดประตูทางเข้าออกทางเดียวของเรา เราจึงติดอยู่ในเมืองนี้ สถานการณ์เลยร้ายขึ้นทุกทีเมื่ออยู่ๆคนในกองกำลังป้องกันพิเศษเริ่มมีอาการแปลกๆ และดูเหมือว่ามันจะคล้ายกับผู้ที่เป็น แบบนั้น

“ทุกคนถอยออกมาจากชายคนนั้นเร็วเข้า!!!” เอียนตะโกนบอกทุกๆคน

ชายคนนั้นอาการเริ่มแย่ลงเรื่อยๆตาของเขาเริ่มขาวโพลน มีอาการไอ กระอักเลือด และสุดท้าย เขาก็สลบและลงไปนอนกับพื้น เอียนจ่อปืนไปที่ชายคนดังกล่าว เขารอเวลาที่ชายคนนั้นจะฟื้นขึ้นมาในฐานะผีดิบ และเขาก็รู้ดีว่าเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาเขาจะต้องทำยังไง


“ทุกคนอยู่หลังผมไว้นะ” เอียนพูดแนะนำ
“คุณจะทำยังไงกับเขา?” อเล็กซ์ถามด้วยความสงสัย
“กำจัดเขา ก่อนที่เขาจะกำจัดใคร”

คำพูดของเอียนหนักแน่นและจริงจังมาก จนในบางครั้ง คนที่อยู่ที่นั่นก็เกิดอาการหวาดกลัวต่อเอียนเอง เอียนคือคนในหมู่บ้านมินิกที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป เอียนอยู่คนเดียวแต่ทว่าวันนี้ เขามาที่เมืองเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัวและเขาก็เข้ามาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด




ชายนั้นเริ่มขยับตัว ทุกคนตื่นตระหนกและแตกตื่นกันใหญ่ บางคนกรีดร้อง บางคนพยามยามที่จะหนีไปให้พ้นๆจากตรงนั้น แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เขารอดไปอยู่ดีเพราะว่า ข้างนอกก็เต็มไปด้วยพลเมืองของเมืองมินิกที่ตายไปแล้วทั้งนั้น เอียนพยายามบอกให้ทุกๆคนอย่าแตกตื่น พลเมืองเชื่อฟังเอียน ทุกๆคนหยุดเอะอะโวยวาย


ชายคนนั้นลุกขึ้นมาพร้อมกับเสียงอันโหยหวน เหมือนกับว่าเขาพร้อมแล้วที่จะกินเนื้อสดๆของทุกๆคนที่อยู่ตรงหน้าเขา ชายคนนั้นเริ่มเดินตรงมาที่กลุ่มของเอียน เสียงอันโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อชายคนนั้นเดินตรงเข้ามา เอียนเริ่มยิงกระสุดนั้นแรกไปที่ขา แต่มันก็ไม่เป็นผล ชายคนนั้นก็ยังคงเดินตรงมาเรื่อยๆ เอียนยิงกระสุนนัดที่สองที่ขาอีกข้าง แต่นั่นก็ทำได้แค่ชะลอการเดินทางมาถึงของชายคนนั้นเท่านั้นเอง กระสุนนัดที่สามยิงเจาะทะลุเข้าไปที่ศีรษะของชายคนนั้น มันได้ผล ชายคนนั้นแน่นิ่งลงไปนอนอยู่กับพื้น


“ดะ ดะ ได้ผล มันได้ผล” พลเมืองคนหนึ่งพูดด้วยความดีใจ
“เราจะทำยังไงกับศพของชายคนนี้?” อเล็กซ์ ถามด้วยความสงสัย
“พยายามอย่าอยู่ใกล้กับศพ เพราะหากเลือดของมันเข้าสู่บาดแผลของเรา เราก็จะกลายเป็นแบบพวกมัน” เอียนบอกกล่าว
“เราต้องการอาสาสมัครสามท่านที่จะไปกับผมข้างบนนั้น เพื่อที่จะไปที่ตึกสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือ”เอียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ขอร้อง


ชาวบ้านต่างสงเสียงอื้ออึงและดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าขึ้นไปข้างบนกับเอียนเลย อเล็กซ์ หนุ่มน้อยวัยรุ่น อายุได้ประมาณสิบเก้าปีเท่านั้น อาสาที่จะไปกับเอียน แต่ถึงกระนั้นก็ยังขาดสมาชิกทีมอีกสองคนอยู่ดี เอียนตัดสินใจตัดบทในทันที

“ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วผมจะขึ้นไป กับอเล็กซ์กันสองคน ที่เหลือก็รออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”เสียงตัดพ้อของเอียนจบลง
“เดี๋ยว เอียน”เสียงปริศนาดังขึ้นในกลุ่มของพลเมือง ”ข้าขอไปกับคุณข้างบนด้วย”
เอียนยิ้มในใจ “โอเค เจ้าชื่ออะไร”เอียนถาม
“ข้าชื่อ เซล” เสียงตอบคำถามที่รวดเร็วและหนักแน่น
“ดี ข้าขอนับถือน้ำใจพวกเจ้า ” เอียนชี้มาที่คนคนหนึ่ง “เจ้าช่วยดูแลพลเมืองด้วยนะ”


เอียนเปิดกล่องกล่องๆหนึ่ง เมื่อเปิดออกมาพบว่าข้างในนี้มีปืนอยู่มากมาย ทั้งปืนพก ปืนกล ปืนกลหนักรวมไปถึง ระเบิดและ อาร์พีจี เอียนบอกให้อเล็กซ์และเซลเลือกใช้อาวุธที่ตนถนัดได้เลย อเล็กซ์เลือกปืนลูกซองและลูกกระสุนลูกซองทั่งหมดกว่าสิบกล่อง เซลเลือกใช้ปืนบาเร็ตต้าสองกระบอกและลูกกระสุนอีกสิบกว่ากล่องเช่นกัน ส่วนเอียนเลือกปืนอาร์ก้าและปืนดีเซิทอีเกิ้ล กับลูกกระสุนอีกสิบกว่ากล่อง ทั้งสามเลือกอาวุธเสร็จเรียบร้อย




“พวกคุณเลือกปืนต่างๆมาใช้ป้องกันตัวได้เลยผมขอฝากที่นี่ด้วยนะ” เอียนสั่งลาทุกๆคนในกองกำลัง


เอียนในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นความหวังสุดท้ายที่มีเหลืออยู่ของชาวบ้านในตอนนี้ เมืองมินิกเป็นเมืองเล็กๆเท่านั้นมีประชากรอาศัยอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน แต่ใช่ว่าเมืองนี้มันจะใหญ่มาก หากแต่เมืองนี้ยิ่งเล็กการพบปะกับพวกผีดิบก็จะยิ่งสูงขึ้น เรื่องนี้เอียนรู้ดีและเตรียมทำใจพร้อมไว้แล้ว เอียนเดินออกมาเรื่อยๆตามทางยาวของทางเดินเขารู้ดีว่าหากเปิดประตูออกไปอาจจะต้องเจอกับเหล่าผีดิบกระหายเนื้อ อยู่ข้างนอก

“พอฉันนับถึงสามก็เปิดประตูเลยนะ ฉันจะยิงมันที่อยู่ตรงหน้าเอง” เอียนออกคำสั่งออกไป
“หนึ่ง”
“สอง”
“สาม”

อเล็กซ์และเซลเปิดประตูพร้อมกันสิ่งที่ทั้งสามเห็นข้างหน้าคือความว่างเปล่า ข้างนอกไร้วี่แววของพวกผีดิบ ทั้งสามไม่ชะล่าใจค่อยๆเดินออกจากประตูออกมาเรื่อยๆพร้อมกับตั้งท่ายิงอยู่ตลอดเวลา ขณะนี้เวลาสองทุ่มสามสิบ ไม่ดึกเกินไปสำหรับที่อื่นแต่ที่นี่ มันดึกมากในค่ำคืนนี้ ทั้งสามกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณโดยทั่วไป แต่ก็ไม่พบเจออะไรที่น่าจะเป็นพวกผีดิบ ทั้งสามเดินมาเรื่อยๆจนมาถึงหน้าสถานีตำรวจเพราะคิดว่าที่นี่อาจจะยังมีผู้ที่รอดชีวิตหลงเหลืออยู่ เอียนถีบประตูเดินนำเข้าไปข้างในก่อนเอียนกวาดสายตาโดยรอบและพร้อมกับ เปิดไฟฉายส่องไปรอบบริเวณ


อเล็กซ์และเซลคอยคุ้มกันข้างหลังให้กับเอียนทั้งคู่เข้าไปในห้องของสารวัตรแม็กซ์ เอียนถีบประตูเข้าไปพร้อมกับตั้งท่ายิง คลุกคลุก เสียงบางอย่างดังขึ้นภายในห้อง ทั้งสามกวาดสายตาโดยรอบแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดแปลก ข้างหน้าเอียนมีตู้ไปใหญ่อยู่ข้างใน เอียนตะโกนถาม

“มีใครอยู่ข้างในตู้ไหม?”เอียนตะโกนด้วยน้ำเสียงที่แข็ง

ไม่มีเสียงตอบรับ เอียนลองตะโกนถามดูอีกที

“มี ใคร อยู่ ข้าง ใน ไหม?” คราวนี้เอียนค่อยๆพูดทีละคำ

ไม่มีเสียงตอบรับเช่นเคย เอียนเริ่มหมดความอดทนกับเสียงบางอย่างที่อยู่ในตู้ เอียนใช้ไม้แข็ง

“ไม่ออกมานับถึงสามผมจะยิง หนึ่ง สอง”

“อย่ายิง”

เสียงที่อยู่ในตู้ร้องออกมาเป็นเสียงผู้หญิง เอียนเดินเข้าไปเปิดตู้ ข้างในตู้นั้นเมื่อเปิดออกมานั้นเอียนได้พบกับสาวน้อยคนหนึ่งอายุประมาณสิบหกปี เท่าที่ดูแล้วน่าจะเป็นลูกสาวของ สารวัตรแม็กซ์ แมร์รี่ แม็กซ์ เอียนเข้าไปดึงเธอออกมาจากตู้ เซลยิงคำถามทันที

“เธอมีแผลไหม?” เซลกังวล
“เท่าที่ดู ไม่น่าจะมีนะ” เอียนบรรจงตอบคำถาม
“จะทำยังไงกับเธอ?” เซลถามต่อทันที
“จะปล่อยเธอไว้เหรอ ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงฉันจะพาเธอไปด้วย”เอียนโต้
“แต่เธอเป็นผู้หญิง เส้นทางข้างหน้าเราจะเธอกับอะไรบ้างก็ไม่รู้ หากเราเจอกองทัพผีดิบแล้วเราจะทำยังไง”เซลแจง
“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงอยู่ที่นี่คนเดียวนะ” อเล็กซ์ พูดกล่าว
“โอเค ในเมื่อทุกคนคิดเช่นนั้นก็ตามใจ หากเธอเป็นพวกนั้นเมื่อไหร่ละก็ ผมนี่แหละจะเป็นคนลงมือเอง”

ทุกๆคนเดินออกมาข้างนอกรมตำรวจ ทั้งสี่เดินตามทางไปเรื่อยๆทั้งสี่หยุดชะงักทันที สิ่งที่เห็นข้างหน้าคือผีดิบตัวหนึ่ง เดินเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งสี่เหม่อมองผีดิบจนมันเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงปืนดังขึ้น เอียนเป็นคนยิงมัน กระสุนเจาะเข้าศีรษะของผีดิบตนนั้น มันลงไปนอนกับพื้น

“หากเราเป็นอย่างนี้อีก เราไม่รอดแน่” เอียนเตือนสติทุกคนให้ระวัง

ทั้งสี่คนมุ่งหน้าขึ้นเหนือเรื่อยๆ เอียนเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่าง มันเป็นสัญลักษณ์สีขาวแดงสลับกัน อัมเบรล่า เอียนนึกถึงสัญลักษณ์ นี้ได้ เอียนมุ่งหน้าไปต่อโดยไม่สนใจอะไร ทั้งสี่เดินมาเรื่อยๆระหว่างทางมีเหล่าผีดิบมากมายตามทางเดิน ทั้งสามยิงใส่เหล่าผีดิบนั้น เอียนแนะให้เข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตตามตึกและบ้านต่างๆ

ทั้งสี่มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของอเล็กซ์ เขาขอเข้าไปเอาของข้างในทั้งสามอยู่ข้างนอกเพื่อเฝ้าระวัง อเล็กซ์เข้าไปในบ้านเพื่อที่จะเอารูปพ่อกับแม่ของตน แซรก แซรก เสียงเดินลากเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามาหาอเล็กซ์ อเล็กซ์หันหลังกลับไป น้ำตาของเขาไหลทันที “ผมขอโทษนะพ่อ” ปัง เสียงปืนเพียงนัดเดียวของอเล็กซ์ ช่วยหยุดความทรมานของพ่อเขา ในที่สุด อเล็กซ์เดินออกมา


“ผมเสียใจ ผมเสียใจที่ผม ช่วยพ่อไว้ไม่ได้ มันเกิดขึ้นเร็วมากอยู่ๆพวกมันก็บุกเขามาบ้านผมจากนั้นมันก็กัดพ่อผม พ่อบอกให้ผมหนีไป แล้วผมก็หนีมากองกำลัง” อเล็กซ์พูดพร้อมกีบน้ำตาที่ไหลออกมา
“จะต้องไม่มีใครเป็นพวกมันอีก ฉันขอสัญญา” เอียนให้สัญญา

ทั้งสี่เดินไปเรื่อยๆจนถึงห้องสมุดประจำเมืองที่นี่ใหญ่พอที่จะเป็นที่หลบซ่อนและใหญ่พอที่จะมีพวกมันอยู่ในนี้ ทั้งสี่คนตัดสินใจเข้าไปในห้องสมุด แซก แซก แซก เสียงประหลาดดังในพุ่มไม้ ทันใดนั้น มีบางอย่างกระโจนออกมาจากพุ่มไม้


หมา มันเป็นหมาติดเชื้อ ความเร็วของมันทำให้ทั้งสามไม่มีใครยิงโดน ความเร็วของมันเร็วมาก มันไม่ได้มาแค่ตัวเดียวมันมาสองตัวด้วยกัน ดูเหมือนว่ามันจะเป็นหมาของห้องสมุด มันเป็นหมาเพื่อเฝ้ายามตอนกลางคืน ทั้งสามยิงสาดกระสุนไป เอียนยิงโดนไปหนึ่งนัดที่บริเวณท้องของมัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มันอ่อนแรงลงสักเท่าไหร่นัก หมาติดเชื้อมีแรงมากกว่าหมาปกติแน่นอนเรื่องนั้นเอียนรู้ดี พวกมันวิ่งวนรอบๆเหมือกับหลอกล่อเหยื่อ มันเป็นหมาที่ฉลาดมาก เซลทนไม่ไหว เขาใช้มีดที่พกมาวิ่งเข้าไปเพื่อที่จะตัดคอมัน หมาติดเชื้อวิ่งตรงมาหาที่เซลทันที เหมือนกับว่าทั้งคู่กะจะแลกกันไปข้างหนึ่ง

หมาติดเชื้อกระโจนพุ่งเข้าเซลทันที เซลเบี่ยงตัวหลบไปทางซ้าย ก่อนที่จะเอามีดปาดไปที่คอของมันขณะมันกระโจนใส่ คราวนี้ได้ผลหมาตัวนั้นแรงตกลง แต่ใช่ว่าเรื่องจะจบลง ยังเหลือหมาอีกตัวหนึ่งที่ยังพอมีแรงฟัดเหวี่ยงกับทั้งสาม เอียนหลอกล่ออยู่เฉยๆ หมาติดเชื้อกระโจนมาเพื่อจะกัดเอียนเบี่ยงตัวหลบไปหมาติดเชื้อพุ่งใส่ประตูรั้วห้องสมุด มันหัวติดระหว่างช่องของประตูรั้ว เซลเดินไปหามันเขาใช้มีดตัดคอมันทันที


หมาอีกตัวหนึ่งที่ไม่ค่อยมีแรงเดินช้าๆเข้ามาหาอเล็กซ์ อเล็กซ์จ่อลูกซองยิงไปที่หัวของหมาติดเชื้อตัวนั้น หัวของมันระเบิดกระจุย ทั้งสี่เดินเข้ามาที่ห้องสมุด เอียนเปิดประตูมาข้างในมีแต่ซากศพของพลเมืองนอนเรียงรายอยู่โดยรอบ ทั้งสี่เดินฝ่ากองศพไปข้างใน

“มีใครอยู่ไหม?”เซล ตะโกนถาม

ไม่มีเสียงตอบรับทั้งสี่เดินสำรวจโดยทั่วจนมาถึงประตูที่ไปยังห้องโถงใหญ่เมื่อเปิดเข้ามา ทั้งสี่ก็พบกับภาพภาพหนึ่ง มีผีดิบกลายพันธุ์ ตัวมหึมากำลังกินซากศพอยู่ สภาพศพเหมือนกับบริเวณทางเข้าห้องสมุด ดูเหมือนว่าเข้าจะเข้ามาที่นี่ช้าไปเพราะยังมีผู้รอดชีวิตแต่กำลังจะตายอยู่ในมือของมัน

“วิ่งงงงงงงงง” เสียงของเอียนตะโกนออกมา

ทั้งสี่คนวิ่งออกมา แต่ผีดิบกลายพันธุ์นั้นก็วิ่งตามออกมาอย่างรวดเร็ว ความเร็วของมันบวกกับพลังกระโดดมันกระโดดมาตัดหน้าพวกเอียน เอียนสาดกระสุนยิงไปที่มันกระสุนอันจ้อยร้อย แทบจะทำอะไรมันไปได้เลย อเล็กซ์ ยิงลูกซองใส่เต็มๆ มันได้ผล มันชะงักไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับล้มมันได้ มันโมโหมากมันใช้อุ้งมือใหญ่ๆปัดไปที่แมร์รี่ แมร์รี่สลบไป


อ่านตอนต่อไปครับผม

edit @ 24 Sep 2009 12:46:39 by nalison

edit @ 24 Sep 2009 15:47:05 by nalison

edit @ 26 Sep 2009 16:59:40 by nalison

Carnation Saga : Carnation Chapter 4

posted on 24 Sep 2009 12:42 by lecfiction

บทที่ 4 สานสัมพันธ์

เริ่มต้นวันใหม่ วันนี้เหมือนกับทุกๆวันเพียงแต่ต่างไปจากเดิมคือไม่มีลุงอยู่แล้ว ฉันเตรียมตัวที่จะไปโรงเรียนฉันแหงนหน้ามองดูนาฬิกาเจ็ดโมง วันนี้เป็นวันที่ฉันตื่นสายที่สุดของฉัน ฉันคงจะเสียใจกับการจากไปของลุง ฉันทำกิจวัตรประจำวันตอนเช้าของฉัน เสร็จแล้วฉันลงไปข้างล่างเพื่อจะลงไปบอกป้าว่าฉันจะไปโรงเรียนแล้วแต่เมื่อฉันลงไปข้างฉันกลับไปพบป้า ฉันลองตะโกนเรียกหาดู

“ป้าคะ ป้า ป้าคะ”

ฉันตะโกนเรียกหาท่าน ฉันลองเดินไปดูหลังบ้าน

“ป้ามาทำอะไรตรงนี้คะ?”
“โอ้ ป้าเพียงแต่มาเก็บของที่เป็นของลุงนะ”
“อะไรเหรอคะป้า?”ฉันสงสัย
“พวกเสื้อผ้าต่างๆจ้ะป้าเอามาจากห้องแล้วจะเก็บใส่กล่องไว้”
“ให้หนูช่วยไหมคะ?”
“โอ้ไม่ต้องหรอกจ้ะหลาน หลานรีบไปโรงเรียนดีกว่านะเดี๋ยวจะสายซะ”
“คะป้า”ฉันเห็นพร้อง

ฉันขับมอเตอร์ไซค์เพื่อที่จะไปโรงเรียน ระหว่างทางที่ฉันกำลังขับอยู่มีใครบางคนโบกเรียกฉัน นั่น เฮ็นรี่!!ฉันรีบจอด

“เอ่อ..เอริซ่าคุณจะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอติดรถของคุณไปโรงเรียนพอดีรถของผมมันเสียตอนนี้กำลังเอาเข้าอู่อยู่”
“ได้สิ..แต่”ฉันมีข้อแม้
“แต่อะไรเหรอเอริซ่า”
“คุณเป็นผู้ชายแล้วฉันเป็นผู้หญิงคุณต้องขับโอเคไหม?”ฉันยื่นข้อเสนอ
“ไม่มีปัญหา”

ฉันให้เฮ็นรี่ขับแล้วฉันซ้อนฉันเอามือโอบรัดเอวของเขา ว้าว!!หน้าท้องเขากล้ามเป็นมัดๆฉันหน้าแดงใจเริ่มเต้นแรง เมื่อวานเขาเกือบทำให้ฉันต้องคลั่ง

“เกาะดีๆนะครับผมจะบิดแล้ว”
เสียงอันนุ่มนวลของเขาเตือนฉันเสียงที่ไพเราะ กลิ่นกายที่หอมหวนรอยยิ้มที่มีเสน่ห์แล้วรูปร่างที่ได้ทรงฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ชายแบบนี้อยู่จริงๆสักครู่เรามาถึงที่โรงเรียนเราลงจากมอเตอร์ไซค์

ระหว่างที่ทั้งคู่ลงมอเตอร์ไซค์อีวานกำลังจะเดินไปหาเอริซ่าแต่เมื่อเขาเห็นมากับเฮ็นรี่อีวานจึงเดินกลับไป

“คุณเรียนวิชาอะไรในคาบแรก?”
เขาถามฉัน
“ฝรั่งเศส”
“อื้อโอเคให้ผมไปส่งไหมวิชาที่ผมเรียนนั้นไปทางเดียวกับคุณ”
“โอเค”

ฉันเดินไปกับเขาระหว่างทางที่เราเดินไปด้วยกันฉันสังเกตเห็นว่ามีสายตาจับจ้องมองที่เราสองคนและดูเหมือนจะมีเสียงซุบซิบนินทราฉัน ฉันไม่สนใจฉันเดินไปเรื่อยๆเราสองคนไม่ได้คุยอะไรกันเลยระหว่างการเดินฉันก็ยังไม่กล้าที่จะมองหน้าหรือสบตากับเขา จากภายนอกแล้วฉันคิดว่าเขาคงจะเป็นผู้ชายที่สุภาพเป็นเพอร์เฟคแมนและคงจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงในโรงเรียนนี้ปรารถนา ถึงหน้าห้องเรียนของฉันแล้ว

“ฉันขอตัวนะคะ”ฉันพูดแบบอายๆและไม่สบตา
“เอริซ่าเย็นนี้คุณมาเจอผมได้ไหม?”
ฉันตกใจ“ไม่ ไม่ ไม่ดีมั๊งฉันเป็นเด็กใหม่ส่วนคุณ..”ฉันเงียบ
“ผม ผมทำไมเหรอ?”
“เปล่าๆไม่มีอะไรเพียงแต่ว่า..ช่างมันเถอะเที่ยงฉันจะให้คำตอบ”

ฉันเดินเข้าห้องทันทีสายตาคนในห้องจับจ้องมาที่ฉันโดยเฉพาะ อีวาน ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเขาหึงฉันถ้ามองจากสายตา แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนอย่างเขาจะมาชอบฉันใช่ฉันเข้าข้างตัวเองฉันเดินไปนั่งที่โต๊ะฉันมองห้นาอีวาน เขาขบกรามจนฉันได้ยิน

“ทำไมวันนี้คุณมาพร้อมเขา?”อีวานยิงคำถามมาใส่ฉัน
“พอดีรถของเขาเสีย รถเขาเลยต้องเข้าอู่แล้วพอดีฉันเจอเขาระหว่างทางเขาเลยขอติดมาด้วย”ฉันพูดอธิบาย
“พรุ่งนี้ผมไปรับคุณได้ไหม?”คำถามที่สองตามมาทันทีที่ฉันจบประโยค
“ไม่ ไม่คือฉัน...ฉันอยากมาเองมากกว่า”ฉันโกหก
“โอเค”อีวานพูดด้วยน้ำเสียงที่หมดหวัง

ฉันเหมือนคนร้ายที่ทำความผิดอะไรสักอย่างฉันไม่รู้ว่าฉันทำให้ผู้ชายคนหนึ่งต้องเสียใจหรือเปล่า ฉันต้องมานั่งเรียนภาษาฝรั่งเศสและฉันเหม่อลอยไปนอกหน้าต่าง
“เอริซ่า กอมมอง ตาเล วู”
ฉันหันกลับมา
“วี๊ ซาวา เบียง”

อีวานมองหน้าฉันฉันหลบตาเขา

“คุณเป็นอะไรทำไมถึงเหม่อลอยขนาดนั้น?”
“เปล่าฉันไม่ได้เป็นอะไร”

ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองพักนี้จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ฉันยังคิด คิดถึงชายในฝันที่ค่อยๆปรากฏมาให้ฉันเห็นทีละนิดทีละนิดและฉันเชื่อว่าสักวันฉันคงเห็นมันได้ชัด

เวลาผ่านไปจนหมดคาบแรกคาบสองและคาบสามและนี่เป็นวิชาที่สี่ฉันต้องคิดหาคำตอบให้กับเฮ็นรี่แล้ว ความจริงแล้วฉันก็อยากที่จะไปแต่ฉันกลัวแต่ก็นั่นแหละมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากไป เพราะฉันไม่รู้ว่าถ้าฉันไปพบเขาแล้วฉันจะเจออะไรและฉันก็อยากรู้ด้วยว่าถ้าฉันไปแล้วฉันจะเจออะไรฉันไม่ได้สนใจกับชั่วโมงสังคมแล้ว สมองฉันตอนนี้คิดแต่เรื่องของคำตอบที่จะให้กับเฮ็นรี่อย่างเดียวเท่านั้น เหมือนเวลากลั่นแกล้งฉันคาบเรียนที่สี่หมดแล้วถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว

ฉันคิดในใจว่าฉันจะหลบหน้าเขาดีไหม แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันก็อยู่น่าเกียจเกินไปแต่ถ้าไม่ให้คำตอบเขามันดูไม่ดี
ฉันแทบไม่มีทางเลือก ฉันไปที่โรงอาหารเพื่อหาโต๊ะของเพื่อนๆฉันฉันไม่เห็นใครเลยนอกจาก อีวานและเฮ็นรี่
ฉันเดินเข้าไปหาทั้งสองคนที่โต๊ะ

“เอริซ่าคำตอบล่ะ?”
เป็นคำถามที่ทำให้ฉันและอีวานสะดุ้งทันที
“คงไม่”ฉันปฏิเสธถ้าฟังดูแล้วฉันเหมือนกับคนที่จับปลาสองมือ
“ไม่ ทำไมล่ะผมมีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับคุณจริงๆนะ”เฮ็นรี่พูดอ้อนวอน
“ทำไมคุณไม่คุยตรงนี้เลยล่ะ?”ฉันตัดประเด็น
“ผมจะให้ใครรู้ไม่ได้นอกจากคุณ”

คำพูดนี้ทำให้อีวานสะดุ้งอีกครั้ง

“เฮน ถ้านายมีเรื่องสำคัญกับเธอจริงๆล่ะก็ฉันจะออกไปเอง”อีวานพูดตัดพ้อ
“เดี๋ยวอีวาน”ฉันเรียกเขา
“ฉันไม่ได้โกรธหรืองอนอะไรนะเอริซ่าเพียงแต่ว่าฉันอยากจะให้พวกเธอสองคนคุยธุระกันเสร็จก่อนที่ฉันจะกลับมาหลังจากไปซื้ออาหาร”
“เฮ็นรี่!! คุณทำให้เขาโกรธ”ฉันโบ้ยเขา
“ผมเหรอผมเพียงแค่อยากคุยธุระกับคุณเท่านั้นเอง หรือว่าคุณสองคนคบกันอยู่?”
เขาพูดเหมือนประชด“โอเค เย็นนี้เราเจอกันฉันจะรออยู่ที่รถของฉัน”

ฉันเดินออกมาเพื่อที่จะไปโต๊ะอื่น

“อ้าวเอริซ่าจะไปไหนเหรอ?”แอนนาถามฉัน
“ฉันจะไม่นั่งโต๊ะนี้จนกว่าฉันจะเคลียร์บางเรื่องก่อน”

ฉันเดินไปนั่งที่โต๊ะอื่นทันที

“ไม่น่าเชื่อคนอย่างคุณ....เฮ็นรี่คุณมีปากเสียงกับเธอเหรอ?”แอนนาถาม
“ไม่รู้สิเพียงแค่ความเห็นไม่ลงรอยเท่านั้นเอง”

ฉันเดินไปซื้ออาหารฉันเห็นอีวานกำลังซื้ออาหารอยู่ ฉันเดินเข้าไปหา

“อีวานคุณไม่ได้โกรธฉันใช่ไหม?”
“โกรธเหรอไม่เลยผมไม่ได้โกรธคุณ สาบานได้”
“เราไปนั่งโต๊ะเดียวกันไหม?”ฉันลองชวน
“ได้สิ”

เราเดินหาโต๊ะว่างเพื่อที่จะไปนั่งทานข้าวด้วยกันฉันเลือกนั่งที่โต๊ะห่างจากเฮ็นรี่นั่ง “คือความจริงฉันกับเฮ็นรี่เราไม่ได้เป็นอะไรกันหรอกนะ”

“ผมรู้”อีวานพูดพร้อมกับหยิบมันฝรั่งทอด
“ฉันไม่รู้ว่าคุณกับเขาไม่ถูกกัน”
“เปล่าๆ ผมกับเฮ็นรี่นะซี้กันจะตายรู้ไหม ทีมบาสเก็ตบอลเขาเป็นคู่หูคนสำคัญของผมเชียวนะ”

ฉันนึกถึงตอนที่อีวานพูดว่ามีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่ ฉันนึกเลยว่าต้องเป็นเขา

“เราสองคนรู้จักกันตั้งแต่เกรดสิบเขาย้ายมาจากที่ไหนสักแห่งเขาอยู่คนเดียวไม่มีพ่อไม่มีแม่เขาอยู่ได้เพราะงานพิเศษเล็กๆน้อยๆในร้านอาหารแห่งหนึ่งส่วนค่าเล่าเรียนเขาเป็นคนที่เรียนเก่งมากๆจนสอบชิงทุนและได้รับทุนเรียนฟรีทุกๆปี”

ฉันทึ้งในตัวเขาฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาจะเรียนเก่งขนาดนั้น

“แต่ก็นั่นแหละ เขาเป็นคนลึกลับรู้ใช่ไหมว่าไม่มีใครเคยไปบ้านเขาเลยขนาดอาจารย์ที่นี่ยังไม่เคยมีใครไปที่บ้านของเขาเลยว่ากันว่าเขานะไม่มีบ้านอาศัยนอนที่ป่า”

ฉันคิดในใจว่า เทพบุตรสุดหล่อขนาดนั้นจะนอนในป่าเนี่ยนะ

“แต่ก็นะเรื่องเล่ามันก็แค่เรื่องเล่าแต่มีคนเดียวที่เคยประกาศว่าเขามีบ้านและเคยไปมาแล้ว”
“ใคร?”ฉันสงสัย
“ราเชล”

ฉันตกใจกับชื่อนั้นมากฉันถามต่อทันที

“ราเชลใช่ที่อยู่กับกลุ่มเพื่อนอีกสองคนหรือเปล่า”
“ใช่..แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเพราะผู้คนต่างรู้กันอยู่ว่าไม่เคยมีใครไปบ้านของเขา ถึงแม้เขาจะหล่อมากแต่เขาก็ไม่เคยมีแฟนนะ แต่เขาเคยคุยกับฉันว่า เขารอคนคนหนึ่งอยู่แล้วเขากำลังจะมา”

ฉันครุ่นคิดอยู่นานเอาล่ะฉันขอตัวก่อนได้ไหมพอดีว่าฉันจะไปเตรียมตัวอ่านหนังสือก่อนนะ ฉันปลีกตัวจากอีวานฉันเดินไปที่ห้องเรียนฉันเปิดประตูห้อง

“เฮ็นรี่!!!”

edit @ 24 Sep 2009 15:46:51 by nalison

edit @ 26 Sep 2009 16:59:37 by nalison

Carnation Saga : Carnation Chapter 3

posted on 24 Sep 2009 12:42 by lecfiction

บทที่ 3 เหตุบังเอิญ

ฉันเดินลงไปหาป้าแมร์รี่ท่านเรียกให้ฉันช่วยงาน ท่านกำลังทำความสะอาดห้องครัวอยู่ ฉันไปช่วยท่านฉันหยิบไม้กวาดข้างๆประตูหลังบ้าน เสียงกริ่งดังขึ้นฉันเดินไปเปิดประตูบ้าน

“ขอโทษนะครับคุณนาย แมร์รี่อยู่ไหมครับ”นายตำรวจพูดหาป้าแมร์รี่
“มีใครมาหาหรอเอริซ่า”ป้าแมร์รี่ตะโกนถาม
“คะท่านอยู่ข้างใน”

ฉันพาตำรวจสองนายเข้ามาในบ้าน

“เชิญนั่งคะคุณตำรวจ น้ำชาหน่อยไหมคะ?”ป้าแมร์รี่พูดถาม
“ไม่ครับ ขอบคุณ”ตำรวจนายหนึ่งพูด
“ก่อนที่เราจะพูดผมอยากให้พวกคุณทำใจไว้ดีๆนะครับ”ตำรวจนายหนึ่งพูดเตือนฉันและป้า

ฉันคิดในใจ เริ่มมีอะไรไม่ดีแล้ว

“สามีของคุณ....ถูกฆาตกรรมครับ”
“โอพระเจ้า!!ไม่ไม่ไม่ ครากซ์ ไม่”

ป้าแมร์รี่ร้องไห้เสียใจทันทีที่ได้ยิน ฉันช็อคมากๆฉันกอดป้าแมร์รี่ไว้ทันที ตำรวจทั้งสองนายเดินออกจากบ้านไปเหลือเพียงความจริงที่ทิ้งไว้ให้กับเราสองคน

ฉันไปส่งป้าที่ห้องนอนฉันห่มผ้าให้ท่าน

“ให้หนูนอนเป็นเพื่อนไหมคะ”ฉันถามด้วยความห่วงใย
“ป้าอยู่ได้จ้ะ หลานไม่ต้องห่วงหรอก”

น้ำเสียงของป้าฟังดูเศร้ามากๆฉันปิดไฟให้ท่าน ฉันเดินออกจากห้องแล้วตรงขึ้นไปชั้นสองเพื่อกลับเข้าห้องตัวเอง ฉันนอนแผ่หลาลงบนเตียงฉันครุ่นคิดใครกันที่เลวร้ายทำได้แม้กระทั่งคนสูงอายุ ฉันข่มตาเพื่อที่จะนอนแต่ฉันก็ทำไม่ได้ ใจฉันสั่งไม่ให้หลับแต่มันก็ทำไม่ได้

ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเศร้าที่ยังตกค้างอยู่ในหัว ฉันออกจากห้องไปข้างล่างเพื่อจะไปดูป้า ฉันเดินหาทั่วบ้านแต่ก็ไม่เจอท่าน ฉันเลยไปหาที่ห้อง ฉันเคาะประตูห้องท่าน

“หนูขอเข้าไปหน่อยได้ไหมคะ?”น้ำเสียงอ้อนวอน

ฉันเดินเข้าไปข้างในห้องป้า ฉันเห็นป้าใส่ชุดดำแล้วนั่งดูอะไรบางอย่าง ฉันสงสัยเลยถามท่าน

“ป้าคะดูอะไรอยู่เหรอคะ?”
ป้าหันมา“รูปถ่ายของลุงกับป้าสมัยตอนที่แต่งงานกันจ้ะ”ป้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังสะอึกสะอื้น

ฉันเดินเข้าไปหาป้าแล้วนั่งข้างๆท่าน

“ป้ายังจำได้ดีเลยนะวันที่ลุงขอป้าแต่งงาน ตอนนั้นป้าไปเที่ยวที่สวนสนุกแล้วลุงเขาเป็นคนชอบแกล้ง เขาเขาแกล้งมาสายตอนนั้นป้าโกรธมากที่ลุงไม่ยอมมาซะทีสักพักหนึ่งมีตัวมาสคอตเดินเข้ามาหาป้าเขาเดินวนเวียนรอบตัวป้า ป้าเอะใจสักพักตัวมาสคอตนี่ก็หยิบกล่องกล่องหนึ่งเขาเปิดออกมา ข้างในนั้นมีแหวนเพชรแวววาวระยิบระยับส่องประกายใส่หน้าป้า มาสคอตตัวนั้นถอดหน้ากากออกมา ป้าตกใจมากที่เป็นลุงของหลาน”

“แล้วป้าตอบรับแต่งงานไหมคะ?”
“ป้าอายที่จะกล้าตอบรับจ้ะป้างอนเขาแล้วเดินหนีไป”
“แล้วป้าแต่งงานกับลุงได้ยังไงคะ?”

“หลังจากนั้นป้าก็กลับบ้านไป เขาตามป้าไปง้อถึงที่บ้านหลานรู้ไหม ตอนนั้นตาของหลานโมโหมากที่ลุงมาสายเขาเกือบเอาปืนลูกซองมายิงลุงของหลานแล้วแต่แต่โชคดีที่ป้าห้ามไว้ได้ ลุงเขายืนอยู่นอกบ้านจนดึกฝนก็ตกพรำๆลงมา ตาของหลานมองเห็นจากหน้าต่างก็สงสารจึงบอกให้ป้าเอาร่มออกไปให้ ลุงของหลานกลับไป วันต่อมาลุงมาขอป้ากับตาอีกครั้ง ครั้งนี้ตาของหลานยอมใจอ่อนลุงจึงได้แต่งงานกับป้า”

“หนูอยากให้ป้าทำใจดีๆไว้นะหนูรู้คะว่าป้าต้องทำได้"

ฉันอยู่เป็นเพื่อนป้าสักพัก

"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”


ฉันค่อยๆเดินออกจากห้องของป้าแล้วขึ้นไปข้างบนเพื่อที่จะอาบน้ำแต่งตัวไปงานศพของลุง ฉันใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนักฉันใส่เสื้อสีดำซึ่งโดยปกติแล้วชุดของฉันแทบจะเป็นสีดำทั้งหมด ฉันลงไปข้างล่างฉันเคาะประตูเพื่อเรียกป้าเพื่อที่จะไปงานศพ ทุกอย่างดูเศร้าไปทั้งหมด สักพักมีเสียงกริ่งดังขึ้น ฉันเดินออกไปเปิดประตูก่อนที่จะไปตามป้า

“เรารู้ข่าวเรื่องของลุงเธอก็เลยพวกเราขอแสดงความเสียใจกับลุงของเธอนะ”เจนนิเฟอร์พูด
“พวกเราไปด้วยนะอันที่จริงเธอจะไปพร้อมกับเราไหม”อีวานพูดขอร้อง
“พอดีฉันต้องไปกับป้าแล้วก็”ฉันไม่แน่ใจ
“เรื่องป้าของเธอไม่ต้องห่วงเลย เราเอารถตู้มาที่พอสำหรับคนสิบคน”เอริคโน้มน้าว
“โอเคฉันจะไปตามป้ามานะ”

ฉันกลับเข้าไปข้างในตามป้า ฉันเคาะประตูเรียกป้า

“คือว่าเราจะไปกับเพื่อนๆของหนูได้..ไหมคะ”ฉันถามท่าน
“แน่นอนจ้ะเราจะไปกับเพื่อนของหนู”ป้ายืนยัน

ฉันเดินออกไปบอกเพื่อนๆของฉัน

“สามนาทีรอป้าฉันทำธุระแปบหนึ่ง”

ฉันมองสำรวจดูในกลุ่มเพื่อนของฉัน ฉันไม่เห็นเฮ็นรี่อีกแล้วฉันยิงคำถามใส่เพื่อนฉันทันที

“เฮ็นรี่ ไม่มาด้วยอย่างนั้นเหรอ”ฉันสงสัย
“ไม่รู้สิตั้งแต่เมื่อวานเราก็ยังไม่เจอเขาเลยนะ”แอนนาพูดตอบ

ป้าเดินออกมา “เสร็จแล้วจ้ะขอโทษที่ทำให้คอยนะ”
“ไม่หรอกครับ ปะเราออกเดินทางกันได้แล้ว”เอริคพูดบอกทุกคน

ทุกๆคนขึ้นไปบนรถตู้ของเอริครถค่อยๆออกเดินทางไปที่สุสานประจำเมือง ‘ซันไชล์’ ฉันนั่งข้างๆป้าเบาะมีทั้งหมดสามแถวแถวล่ะสามคนข้างหลังสุดมี แอนนา เจนนิเฟอร์ แล้วก็ มิกค์กี้ แถวต่อมามี อีวาน มาติเยอร์ แล้วก็เอริค ส่วนแถวฉันมี ฉันกับป้า รถแล่นไปบนทางเรื่อยๆสักพักหนึ่ง รถก็เบรกแล้วหยุดจอดที่ถนนที่มีป่าสองข้างทาง

“จอดทำไมฮะ”เอริคถามคนขับรถ
“มีเพื่อนคุณคนหนึ่งจะไปด้วย”

สักพักประตูรถตู้ก็เปิดขึ้น ไม่น่าเชื่อคนที่กำลังจะขึ้นมาบนรถคือเฮ็นรี่ ฉันตกใจ

“ผมขอนั่งติดไปด้วยคนได้ไหมครับ?”
“แน่นอนเพื่อน”เอริคกล่าว

เขานั่งข้างๆฉัน ไม่น่าเชื่อฉันนั่งใกล้กับคนที่หล่อที่สุดของโรงเรียนเหรอเนี่ยฉันเกร็ง ฉันทำอะไรไม่ถูกที่อยู่ข้างๆเขา ฉันไม่รู้ว่าจะคุยกับเขาดีหรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำตัวยังไง ฉันกลัวตัวเองว่าฉันจะทำอะไรเปิ่นๆใส่เขาฉันไม่กล้าสบตาของเขาแต่ดูเหมือนว่าเขาจะยิ้ม ฉันแอบเหลือบมองรอยยิ้มของเขา รอยยิ้มของเขาดูเอิบอิ่มเหลือเกินกลิ่นกายเขา ฉันได้กลิ่นกลิ่นกายของเขาเขาหอมเหมือนกับกลิ่นของดอกไม้ ฉันเริ่มมีอาการควบคุมตัวเองไม่อยู่ สติของฉันเริ่มขาด หัวใจของฉันเต้นแรงและเร็วขึ้น ร่างกายของฉันเริ่มจะไม่สั่งการตามสมองแล้ว ร่างกายของฉันเหมือนกำลังจะเอนไปหาเขา แต่ฉันเริ่มมีสติเมื่อมีคนเรียกฉัน

“เอริซ่า เอริซ่า”
ฉันสะดุ้ง ป้าแมร์รี่เรียกฉันฉันได้สติกลับคืนมา
“หลานเป็นอะไรไปจ้ะไม่สบายหรือเปล่าหรือว่าเมารถป้าเห็นหลานนั่งก้มหน้าไป”
“เปล่าคะหนูสบายดี”

ฉันพยายามไม่คิดไม่สนใจเฮ็นรี่ฉันพยายามมองไปที่หน้าต่างรถ สักพักเราเดินทางมาถึงที่สุสานเราเดินลงจากรถ มีผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความเสียใจฉันไม่คิดเลยว่าลุงของฉันจะมีผู้คนรู้จักมากขนาดนี้ฉันมองไปข้างหน้ามีชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาฉัน

“สวัสดี..เธอคงจะเป็นเอริซ่า สินะ”ชายผิวสีที่เดินตรงมาหาฉันถาม
“คะ เอริซ่า รีวเฮอกิน”ฉันแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
“คือฉันเป็นเพื่อนกับลุงของหนูนะหนูคงจำฉันไม่ได้หรอก ฉันคือคนที่ลุงของเธอมาดูอเมริกันฟุตบอลที่บ้านฉันบ่อยๆไง”

ฉันจำได้ก่อนลุงตายได้ไปที่บ้านของเขา

“คะพอจะจำได้”ฉันตอบไป
“พอดีลุงของเธอเนี่ยตอนเขามาบ้านฉันเขาได้เก็บดอกไม้ดอกหนึ่งข้างทางแล้วเขาก็บอกว่าจะเก็บเอาไปฝากเธอ นี่ดอกไม้นั้น ฉันเอาติดมาด้วยนะ”

ชายผิวสีอายุประมาณสี่สิบห้ายื่นดอกไม้มาให้ฉันมันดูประหลาดมากๆดอกไม้นี้ดอกไม้นี้ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนมันมีสีเขียว แดง ฟ้า เหลือง อยู่ในดอกเดียวกัน

“ขอบคุณคะ”
ฉันรับดอกไม้นั้นไว้ชายผิวสีคนนั้นก็เดินจากไป ฉันยืนมองดูดอกไม้นั้น ฉันเก็บมันใส่ในกระเป๋าฉันเดินไปที่โรงศพของลุงฉันฉันยืนมองลุงฉันเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนยืนไว้อาลัยให้กับลุงของฉันแต่ดูเหมือนคนที่เสียใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ป้าของฉัน
เจ้าหน้าที่ค่อยๆนำลุงของฉันฝังลงไปในพื้นทุกๆคนร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ฟ้าครึ้มฝนตกลงมาได้ชะล้างคราบน้ำตาที่อาบอยู่บนแก้มของฉัน ฉันยังไม่ได้โทรบอกพ่อของฉัน นั่นอาจจะทำให้พ่อต้องรีบกลับจากสเปนฉันอยากให้พ่อทำงานให้เสร็จก่อน แขกทุกๆคนเริ่มแยกย้ายกันกลับเหลือเพียงฉันกับป้าที่ยืนมองหลุมศพของลุง ฉันเริ่มสงสัยว่าการตายของลุงมันจะใช่เหตุบังเอิญจริงๆหรอ หรือว่าดอกไม้ที่ลุงเก็บมาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่คนอยากได้จึงฆ่าลุงของฉัน ฉันไม่อยากคิดถึงมันอีกเพราะมันจะทำให้น้ำตาของฉันไหลออกมา

ฝนที่ตกลงมาเหมือนกับน้ำตาของป้าที่ไหลไม่หยุด ฉันได้แต่เข้าไปปลอบป้าของฉันและฉันรู้ดีว่า...ฉันคงทำได้เพียงแค่นั้น

edit @ 24 Sep 2009 15:46:40 by nalison

edit @ 26 Sep 2009 16:59:23 by nalison